หมวดหมู่: รีวิว

  • พักผ่อนชิลๆ วันหยุด กับ 4 คาเฟ่ท่าเตียน

    ย่านพระนคร ถือเป็นย่านที่เต็มไปด้วยวัดสวยๆ เหมาะแก่การไปถ่ายรูปชิคๆ ในวันหยุด
    นอกจากนี้ ยังมี คาเฟ่ ร้านกาแฟ เก๋ๆ เหมาะแก่การไปนั่งชิลอีกมาก
    วันนี้เราจะมาแนะนำคาเฟ่ ร้านกาแฟ ที่ท่าเตียน จะมีร้านไหนกันบ้าง ตามไปดูกันเลย
    Ha Tien Cafe
    คาเฟ่แรก มีชื่ว่าร้าน Ha Tien Cafe ถือเป็นร้านน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน
    แต่ลูกค้าแน่นตลอดแทบทุกวัน ด้วยการตกแต่งร้านสไตล์วินเทจโบราณ ผสมกับลอฟต์
    ใครที่มาถ่ายรูปที่นี่รับรองว่าถูกใจแน่นอน
    เมนูแนะนำของที่นี่ คือ เค้กมะตูม อร่อย หอม นุ่มมากๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นสายถ่ายรูป
    หรือสายกินก็ฟินแน่นอน
    ที่อยู่ : ซ.ประตูนกยูง ตรงกันข้ามกับวัดโพธิ์ ท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพฯ
    เปิดบริการ : 08.00 – 20.00 น.
    โทร : 08-1302-0651

    ViVi The Coffee Place
    ร้านนี้น่าจะเป็นที่ถูกใจสำหรับสายถ่ายรูปมากๆ
    เพราะตัวร้านตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา วิวฝั่งตรงข้าม คือ วัดอรุณราชวราราม
    ลองไปนั่งจิบกาแฟดีๆ กับวิวสวยฟินๆ แบบนี้
    ช่างเป็นอะไรที่เติมเต็มวันหยุดได้ดีเหลือเกิน
    ที่อยู่ : 394/29 ซ.ปานสุข ถ.มหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ
    เปิดบริการ : 10.00 – 20.00 น.
    โทร : 0-2226-4672

    Supanniga Eating Room
    มากันที่ร้านแนวหรูหรามีระดับขึ้นมาบ้าง กับร้าน Supanniga Eating Room
    ที่นี่คุณจะได้เอร็ดอร่อยกับอาหารสไตล์ไทยๆ พร้อมวิวสวยๆ ของวัดอรุณฯ
    รวมถึงยังได้ผ่อนคลาย ไปกับมุมคาเฟ่ ร้านกาแฟ ภายใต้แบรนด์ Roots Coffee
    เรียกได้ว่ามาที่นี่ร้านเดียว ครบทั้งของคาวหวาน และอิ่มใจกับวิวสวยๆ อีกด้วย
    ที่อยู่ : 392/25 ถ.มหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ
    เปิดบริการ : 11.30 – 22.30 น.
    โทร : 0-2015-4224

    GOODJOB cafe
    ร้าน GOODJOB cafe เหมาะมากสำหรับใครที่ชื่นชอบงานเขียน งานประดิษฐ์
    เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นคาเฟ่ ร้านกาแฟไว้ให้คุณนั่งชิลแล้ว
    ยังเป็นร้านขายเครื่องเขียนในแบรนด์เดียวกับชื่อร้านอีกด้วย
    การร้านตกแต่งของร้านนี้ก็สวยน่ารักมากๆ น่าจะถูกใจสายถ่ายรูปอย่างแน่นอน
    ที่อยู่ : 274 ถ.มหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ
    เปิดบริการ : 09.30 – 18.00 น.
    โทร : 08-1869-3731…

    READ MORE
  • รู้จักกับกาแฟโคลด์ บรูว์ หอมเข้ม ดื่มง่าย คล่องคอ

    กาแฟโคลด์ บรูว์ คืออะไร
    ใครที่ชอบไปร้านกาแฟคงเคยเห็นกาแฟชนิดหนึ่งที่เสิร์ฟมาในขวดแก้วคล้ายๆ
    ขวดเหล้าแบนแบบบ้านๆ และอาจสงสัยกันว่ากาแฟแบบนี้มันคืออะไรกันแน่
    และเหตุผลอะไรจึงทำให้ร้านกาแฟต่างๆ ถึงหันมาทำกาแฟโคลด์ บรูว์ขาย
    และเหตุผลที่คอกาแฟหลายๆ คน ถึงตั้งต้องทำกาแฟโคลด์ บรูว์กินเองที่บ้าน
    หากคุณอยากรู้ว่า กาแฟโคลด์ บรูว์ คืออะไร ลองมาทำความรู้จักกันเลย
    กาแฟโคลด์ บรูว์ หากเราแปลแบบตรงตัวก็จะหมายถึง
    กาแฟที่มาจากการสกัดด้วยความเย็น โดยมีองค์ประกอบเพียง 2 อย่าง นั่นคือ กาแฟและ น้ำ เท่านั้น
    เนื่องจาก กาแฟส่วนใหญ่ใช้ความร้อนในการเข้าช่วยสกัดรสชาติ ยกตัวอย่าง เอสเปรสโซ
    ก็มาจากไอน้ำร้อนที่อัดผ่านผงกาแฟละเอียดอัดแน่นจนออกมาเป็นหัวกาแฟที่เข้มข้น
    กาแฟแบบฟิลเตอร์ก็เป็นการเอาน้ำร้อนมากๆ ลวกผ่านผงกาแฟ
    แล้วจากความร้อนก็เอาทั้งรสชาติและน้ำมันสกัดออกมาเป็นกาแฟที่ดื่มง่ายหากลองสังเกต
    กาแฟที่ใช้ความร้อนแบบนี้จะใช้เวลาเพียงไม่นานก็ออกมาเป็นกาแฟที่พร้อมดื่มแล้ว
    เพราะถ้าปล่อยกาแฟไว้กับความร้อนนานเกินไป กาแฟก็จะมีกลิ่นไหม้
    ซึ่งเรื่องเวลา ถือเป็นจุดที่แตกต่างจาก กาแฟโคลด์ บรูว์ เพราะการทำ โคลด์ บรูว์
    นั้นจะเน้นที่การใช้เวลานานมากๆ โดยใช้น้ำเย็นสัมผัสกับผงกาแฟสดหลายๆ ชั่วโมง
    หรือแช่ทิ้งไว้แบบข้ามวันข้ามคืนนั่นเอง
    ซึ่งวิธีการนี้ จะทำให้รสชาติที่อยู่ข้างในผงกาแฟค่อยๆ ถูกปล่อยออกมาอย่างนุ่มนวล
    ไม่รีบร้อน นับว่าเป็นกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงและส่งผลให้เกิดรสชาติที่ไม่เหมือนใคร
    หลายคนอาจจะสงสัยถึงความแตกต่างจากอเมริกาโน่ หรือ เอสเปรสโซ
    อเมริกาโน่ คือ กาแฟเอสเปรสโซ่ หรือ ช็อตกาแฟเข้มข้น ที่นำมาผสมกับน้ำร้อน
    ซึ่งหากต้องการเสิร์ฟแบบเย็นก็ทำได้โดยการนำน้ำแข็งมาใส่อีกที
    ซึ่งการที่จะสามารถได้กาแฟเย็นที่ยังพอมีรสชาติอยู่นั้น
    หัวกาแฟที่สกัดออกมาเป็นช็อตในครั้งแรกต้องมีรสหนักไปทางเข้มมาก
    เพราะต้องเผื่อนำมาเจือจางอีกครั้งซึ่งการสกัดกาแฟจากความร้อนเพื่อให้เข้มมาก
    จะทำให้เราเก็บความกลมกล่อมของรสชาติเมล็ดกาแฟที่แท้จริงไว้ได้ไม่หมดและอาจจะหนักไปทางขมซะมากกว่าด้วยเหตุผลนี้
    คอกาแฟจำนวนมากที่นิยมดื่มกาแฟเย็นจึงเปลี่ยนมาดื่มกาแฟที่ผ่านการสกัดแบบเย็น
    และค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษารสชาติของเมล็ดกาแฟดีๆไว้ได้ครบอย่างการทำกาแฟโคลด์ บรูว์นั่นเอง…

    READ MORE
  • อยุธยา

    แน่นอนว่า หากพูดถึงจังหวัดอยุธยา หนึ่งในความโดดเด่นที่มีชื่อเสียงที่สุดคงหนีไม่พ้น สถานที่เชิงประวัติศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะวัดวาอารม
    แต่ขณะเดียวกัน วันนี้เราจะพาไปเที่ยว ให้ลึกกว่านั้น ที่สำคัญยังเป็นที่เที่ยวแบบชิคๆ ที่เดินทางสะดวก สามารถขับรถไปกลับจากกรุงเทพ
    วันเดียวได้สบายๆเริ่มจาก อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยสถานที่แห่งนี้
    เชื่อหรือไม่ว่า เป็นสถานที่เก่าแก่ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นมรดกระดับโลกในเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงสุดที่
    ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 3,000 ไร้ เต็มไปด้วย วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดมหาธาตุ,
    วัดราชบูรณะ, วัดพระราม, วิหารพระมงคลบพิตร และ พระราชวังโบราณ
    ที่สำคัญ ยังสัมผัสได้ถึงความเรืองรองของกรุงศรีอยุธยา
    อดีตราชธานีที่ปกครองแผ่นดินมาถึง 417 ปีเลยทีเดียว
    ต่อมาเป็น ศาลาอยุธยา เป็นอาหารและที่พักสไตล์คูลอย่าง Luxury Boutique
    โดยอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากอาหารที่ถูกปากแล้ว ยังมีวิวที่ยอดเยี่ยม
    มองเห็นวัดพุทไธศวรรย์ที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ได้แบบชัดแจ๋ว ที่สำคัญ
    ยังเที่ยวได้ทั้งสำหรับคนไทยและต่างชาติ
    ปิดท้ายกันที่ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจาก
    ความรักในการสะสม จนกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์
    ซึ่งพอเราเดินเข้ามานั้น จะเห็นของเล่นมากมายที่บรรจุแสดงอยู่ในตู้กระจก
    รวมทั้งของใช้โบราณ เรียกได้ว่า บางอย่างไม่มีแล้ว หรือ หายากมากๆ
    เสมือนกับพาเราย้อนวันวานกลับไปในสมัย 100 ปี หรือ ช่วง 30 ปีที่แล้ว
    เรียกได้ว่า หากใครมาที่นี่ รับรอบได้ทั้งความสุขและอิ่มอกอิ่มใจทีเดียว
    อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากทั้งหมดที่เรายกตัวอย่างและสาธยายมาแล้วนั้น
    เราเชื่อและมั่นใจเลยว่า จังหวัดเล็กๆในภาคกลางแห่งนี้
    ยังมีอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจซ่อนอยู่ ดังนั้น
    หากคุณมีเวลาว่างหรือวันหยุด เราแนะนำเลยว่า
    ต้องไปลองสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิตนี้…

    READ MORE
  • ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ผัดปลาแห้งแตงอุลิต

    ผัดปลาแห้งแตงอุลิตถือเป็นหนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณตำรับเก่าแก่
    ปรากฏตัวอยู่ในตำรับอาหารแม่ครัวหัวป่าก์ซึ่งต้องย้อนกลับในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    รัชกาลที่ 5 ยุคสมัยที่อาหารเฟื่องฟูทั่วแดนสยามโดย ผัดปลาแห้งแตงอุลิต
    เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยโบราณ
    ที่นำผลไม้สดมาปรุงเป็นวัตถุดิบอาหารดับร้อน เช่นเดียวกับ ม้าฮ่อ ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง หมู หรือ
    กุ้งสับ กับ สับปะรด นอกจากนี้ยังมี ยำส้มโอรสซาบซ่าน, ต้มจืดเงาะสอดไส้, แกงคั่วหมูย่างลิ้นจี่ หรือ แกงคั่วหัวตาล
    เช่นเดียวกับการนำมะขามมาตำน้ำพริกเป็น น้ำพริกมะขามถือเป็นมรดกอันเลิศรสให้คนในยุคหลังได้อย่างชาญฉลาด
    วิธีการทำ ผัดปลาแห้งแตงอุลิต หรือ ผัดปลาแห้งแตงโม
    ก็ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบที่มีแค่ ปลาช่อนแห้ง 1
    ตัว, หอมแดง (ซอย-เจียว) 7-8 หัว, น้ำตาลทราย 1/2 – 3/4 ถ้วยและ แตงโม 1-2 ซีก
    ขั้นตอนการทำเมนูอาหารไทยโบราณ ผัดปลาแห้งแตงอุลิต
    เริ่มจากนำ ปลาช่อนแห้ง ไปล้างน้ำ ลอกหนังออก ปิ้งพอสุก
    หรือเข้าเตาอบอุณภูมิ 160 องศา ประมาณ 15 นาที ดูให้พอสุก
    แกะเอาแต่เนื้อ เอาก้างออก ใส่ครกโขลกแบบยีให้เนื้อปุยไม่ควรตำ เพราะเนื้อปลาจะแตก
    จากนั้นหันมาทำ หอมแดง ที่เราจะใช้ทั้งแบบ ซอย และ เจียว
    แบบซอยก็ไม่ยากอะไร ซอยให้บาง ซอยให้ละเอียด
    แล้วจึงนำไปเจียวให้เหลืองกรอบในน้ำมันร้อนๆ
    เมื่อกรอบดีแล้วก็ตักสะเด็ดน้ำมันพักไว้
    ทีนี้เราจะมาทำ ผัดปลาแห้ง กัน เริ่มจากนำกะทะใส่น้ำมัน 1-2 ช้อนโต๊ะ
    ไปตั้งไฟ หรือจะใช้น้ำมันที่เหลือจากหอมเจียวก็ได้เมื่อร้อนได้ที่ก็ใส่ เนื้อปลาที่โขลก ลงไปผัดด้วยไฟอ่อน
    ผัดกลับไปมาจนสุกทั่วกัน
    เมื่อสังเกตว่า เนื้อปลาฟูกรอบได้ที่ดีแล้ว
    ก็โรยน้ำตาลทรายให้ทั่ว ผัดจนน้ำตาลละลายทั่วกะทะ
    ผัดไปมาให้แห้ง แล้วจึงตักใส่จานโรยด้วยหอมเจียว
    รับประทานคู่กับ แตงโม ที่แกะเม็ดออกจนหมด ฝานเป็นชิ้นๆ
    แก้ร้อนได้ดีอย่าบอกใครเชียวโดยปัจจุบัน ผัดปลาแห้งแตงอุลิต
    แทบจะเป็นเมนูที่เลือนหายไปจากสังคมไทยแล้ว
    แต่ก็ยังพอหาสถานที่รับประทานได้อยู่ อาทิเช่น สยาม สปริง
    ตั้งอยู่ที่ สาทร ซอย 1 หรือเข้าทางซอยงามดูพลี ถนนพระรามที่ 4 เปิดบริการทุกวัน
    หรือจะเป็นที่ร้านอาหารเก่าแก่อย่าง บ้านสุริยาศัยซึ่งตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมวิคตอเรียนผสมโคโลเนียล
    ที่มีความเก่าแก่ยาวนานเกือบ 100 ปี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนสุรวงศ์ เปิดให้บริการทุกวัน…

    READ MORE
  • เชิญไปชม 3 คาเฟ่สุดคูลที่แตกต่างสไตล์ แต่รสชาติยอดเยี่ยม

    บางครั้งการทำงานเหนื่อยๆก็คงมีหลายคนที่อยากจะหาสถานที่นั่งจิบชาหรือกาแฟชิลๆยามบ่ายหรือยาม
    ที่มีเวลาว่างก็อาจจะอยากเข้าไปนั้ช่งหาเครื่องดื่มบรรยากาศดีๆตามร้านคาเฟ่ต่างๆ
    ซึ่งในปัจจุบันเรียกได้ว่ามีร้านชนิดนี้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
    และบางร้านก็มีสไตล์การตกแต่งรวมไปถึงเมนูที่แตกต่างกันออกไป เราจึงขอแนะนำ 3 คาเฟ่น่านั่งมาให้คุณได้ดูกัน

    Hookrajongcafe
    เปิดชื่อมาคงไม่แปลกหากจะมีบางคนนึกไปถึงว่าร้านนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ อุดร แต้พานิช
    สุดยอดนักพูดคอมเมดี้ชื่อดังของเมืองไทย
    เพราะในเดี่ยวภาคก่อนหน้านี้เคยมีวลีเด็ดอย่างหูกระจงควรปลูกห่างจากตัวบ้านมาแล้วจนกลายเป็น
    คำยอดฮิตไปทั่วประเทศ ซึ่งเป็นคำที่คล้ายกับชื่อของร้านนี้
    แต่ทางร้านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดเพียงแต่มันถูกตั้งอยู่ใต้ต้นกระจงนั่นเอง
    สำหรับบรรยากาศที่นี่มีความร่มรื่นอากาศเย็นสบายแม้จะนั่งโซนด้านนอกร้านก็ตาม
    ขณะที่การดีไซน์จัดว่าดูอยู่ในโหมดน่ารักเน้นสีขาวเป็นโทนหลักพร้อมด้วยบานกระจกที่มีอยู่เต็มร้าน
    ส่วนขนาดจัดว่าเป็นคาเฟ่ที่ไม่ได้ใหญ่มาก
    แต่ร้านนี้มีสองชั้นด้วยกันทางขึ้นถูกออกแบบเป็นบันไดวนดูสวยงามให้อารมณ์หรูหราไปอีกแบบ
    ส่วนเมนูก็มีให้เลือกมากมายสำหรับของหวานไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มหรือเบเกอรรี่ที่พร้อมให้คุณได้ไปลิ้มรสชาติกันั ซึ่งราคาส่วนใหญ่จัดว่าไม่แพง

    Wood Café
    ใครที่ชื่นชอบคาเฟ่ที่มีการตกแต่งไม่เหมือนใคร
    และชื่นชอบแนวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติต่องอย่างพลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง โดยWood Caféดีไซน์ออกมาได้คูลสุดๆ
    และมีความเป็นตัวเองสูงมากๆอย่างที่เห็นทั่วๆไปคาเฟ่มักถูกดีไซน์ออกแนวน่ารักสดใสเน้นโทนสว่างหรือ
    บางที่มาในแบบลอฟฟ์ปูนเปลือย แต่ที่นี่ร้านให้ความวินเทจ และเป็นธรรมชาติสุดๆ
    เพราะตั้งแต่ทางเข้าหน้าร้านถูกตกแต่กด้วยไม้เลื้อยชนิดต่างๆดูมีความลึกลับน่าค้นหาจะว่าไปมองเผินก็เหมือนบ้านฮอบบิทในภาพยนตร์เรื่องเดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ อยู่เหมือนกัน
    ชณะที่ด้านในของ้รานมีขนาดที่ไม่ใหญ่
    แต่มุมถ่ายรูปเยอะรวมไปถึงรอบๆร้านนั้นสร้างมาจากไม้ทั้งสิ้นดูเข้ากับธรรมชาติสุดที่พิเศษกว่าคือที่นี่จะ
    เปิดให้บริการแค่วันศุกร์ เสาร์ และวันอาทิตย์เท่านั้น ส่วนราคาถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับคาเฟ่ทั่วไป

    One Ounce for Onion
    เปลี่ยนสลับมาที่อีกสไตล์หนึ่งบ้าง รานก่อนหน้านี้อาจเหมาะกับคนชอบธรรมชาติ
    แต่สำหรับใครที่ชอบคาเฟ่แบบโล่งๆตกแต่งโมเดิร์นก็ต้องมาที่ร้าน One Ounce for Onion
    การมาที่นี่เดินทางง่ายมากๆเพียงนั่ง BTS มาลงสถานีเอกมัยก็จะเจอร้านทันที
    การตกแต่งนอกจากจะเป็นโมเดิร์นยังถูกจัดให้เป็นคาเฟ่สไตล์เอาท์ดอร์แถมมีเมนูคาวหวานให้เลือกทานหลายเมนุเลยทีเดียว…

    READ MORE
  • ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มข่าไก่

    ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเมนู “ต้มข่าไก่” มีต้นกำเนิดเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ
    นี่คืออีกหนึ่งอาหารขึ้นชื่อของชาวไทย ที่ดังไกลไปทั่วโลกถูกปากคนทุกสัญชาติไม่ต่างจากต้มยำของบ้านเรา
    เพียงแค่เมนูชนิดนี้ปรับมาใส่กะทิลงไปแต่เครื่องเคราแทบเหมือนกันทั้งหมดความจริง ต้มข่า
    เป็นเมนูที่สามารถใช้เนื้อสัตว์หลายชนิดปรุงได้แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ ไก่ พร้อมใส่ข่าอ่อนหั่นแว่นบางๆ
    มีวัตถุดิบที่ใช้เพิ่มกลิ่นคือ ตะไคร้ และ ใบมะกรูดปรุงรสเค็มด้วยน้ำปลาหรือเกลือ มีรสเปรี้ยวที่ได้จากน้ำมะนาว
    และรสเผ็ดจากพริกขี้หนูสด ส่วนรสหวานจากกะทิโดยไม่ต้องใส่น้ำตาล
    ซึ่งปัจจุบันเมนู “ต้มข่าไก่”กลายเป็นอาหารทั่วไปที่สามารถหาทานได้ตามท้องตลาด
    และมีราคาไม่แพง ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะหา “ต้มข่าไก่”ที่ใช้สูตรดั่งเดิมแท้ๆ เนื่องจากต้องพิถีพิถันในการปรุง
    และในปัจจุบันได้มีการเพิ่มผักบางชนิดลงไปด้วยแล้ว “ต้มข่าไก่” สูตรโบราณดั่งเดิมมีวิธีการปรุงอย่างไร
    บทความนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกันเริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบหลัก นั่นคือ ไก่ ปกติจะใช้เนื้อทั้งตัว
    แต่หากต้องการให้เป็นแบบโบราณ จะเน้นไปที่ ปีกกลางไก่เพราะรับประทานง่าย เปื่อยเร็ว ช่วยให้น้ำซุปอร่อยด้วย
    ถัดมาเป็น ข่าอ่อน เอามาล้างทำความสะอาด หั่นเป็นแว่น 9 แว่น อย่าให้บางนัก รับประทานแทนผักได้ โดยวิธีเลือก ข่าอ่อน
    ให้ดูที่แง่ง ส่วนที่มีต้นข่าติดอยู่ชิดที่สุด คือ ข่าอ่อนให้เลือกตัดมาเฉพาะตรงส่วนนั้น ขณะที่ ข่าแก่ จะสีเข้มกว่า
    เอาไปใช้ทำ ต้มยำ จะเข้าท่ากว่าที่เหลือคือ หัวปลี หั่นชิ้นเล็กพอดีคำ, ผักชีฝรั่งกับผักชีไทย
    อย่างละ 2-3 ต้น หั่นหยาบไว้โรยหน้า, หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง,หางกะทิ 3 ถ้วยตวง, น้ำปลา 6 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 6 ช้อนโต๊ะ,
    พริกขี้หนูบุบ 5 เม็ด, ตะไคร้ซอย 1 ต้น และ ใบมะกรูดฉีก 3 ใบส่วนกรรมวิธีในการทำเมนู “ต้มข่าไก่” เริ่มจากนำ หางกะทิ
    ใส่หม้อขึ้นตั้งไฟกลาง ปล่อยให้เดือดแล้วค่อยใส่ ข่า, ตะไคร้,ใบมะกรูด ลงไป รอจนมีกลิ่นหอมค่อยนำ ปีกไก่กลาง ใส่ลงไป
    เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนกระดูกโผล่ ถือเป็นอันใช้ได้ขั้นตอนที่เหลือก็แค่ใส่ หัวปลี พอมองดูว่าสุกค่อยตามด้วย
    หัวกะทิ คนให้เข้ากันแล้วปิดไฟ จากนั้นจึงปรุงรสด้วยพริกขี้หนูสวน, น้ำปลา และ น้ำมะนาว
    ตักเสิร์ฟโรยหน้าผักชีพร้อมข้าวสวยร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว…

    READ MORE
  • ล่องเรือกินปลาน้ำโขงที่บึงกาฬ

    การท่องเที่ยวเชิงนิเวศถือว่าเป็นที่รับได้ความนิยมสำหรับวัยรุ่นยุคใหม่เช่นเดียวกับ บึงกาฬ จังหวัด 77
    ของประเทศไทยที่กำลังเป็นจุดที่น่าสนทั้งการท่องเดียวเชิงชีวภาพที่เน้นการศึกษาสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
    ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกยกให้เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยการเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตในระแบบนิเวศ ชุมชน ประเพณี
    และ วัฒนธรรมซึ่งบึงกาฬถือเป็นจุดที่ดึงดูดการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากที่มีความเก่าแก่แม้จะเพิ่งถูกยกให้กลายเป็นจังหวัดน้องใหม่
    การท่องเที่ยวขึ้นชื่อว่าเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิตนักท่องเที่ยวจึงสัมผัสกับการผจญภัยควยคู่กับการสำรวจธรรมชาติ
    ทั้งการดำรงชีวิตในแถบลุ่มน้ำโขง ตามลอยวัฒนธรรมเกี่ยวกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับพญานาค หรือ แม้กระทั่งประเพณีแข่งเรือยาวที่ บึงกาฬ
    ซึ่งถือเป็นประเพณีเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัด
    ตลอดจนการดำรงชีวิตของผู้น้องชาวแถบลุ่มแม่น้ำโขงที่ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ
    และมีลักษะเป็นแผ่นดินที่สามารถเดินท่องไปท่องเที่ยวยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาว
    ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแหล่งท่องแถวที่เดินทางมาสัมผัสความงดงามของธรรมชาติและเรียนรู้ตลอดปีอีกด้วย
    แนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคตของบึงกาฬปัจจุบันหลายพื้นที่ในประเทศไทยมีการหมุนเวียนผลัดกันท่องเที่ยวในพื้นที่หลายจังหวัด
    ตามฤดูกาลการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้รับความนิยมอย่างสูงไม่ใช่ในไทยหลายประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน
    เนื่องจากสดคล้องกับกระแสอนุรักษณ์นิยมอีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจ
    และทำให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในแถบลุ่มน้ำโขงเช่นเดียวกับบึงกาฬให้สนใจการอนุรักษ์
    รวมทั้งปลุกจิตสำนึกในการซึ่งที่ผ่านมาการกระทำนั้นสวนทางกันมากเพราะหากมีแหล่งท่องเที่ยวเกิดใหม่นั้นอาจจะทำให้ระบบนิเวศแถบนั้นดูเสื่อมโทรม
    กันเข้าไปขณะการออกมาท่องเที่ยวที่ บึงกาฬ
    ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดูแข็งแกร่งเพราะรายได้ส่วนหลักของชาวแทบลุ่มน้ำโขงนั้นล้วนมาจากการทำไร่นา ออกเรือแล่นหาปลา
    และยังถือว่าหากมาเที่ยวนี่แล้วชาวบ้านยังจะมีรายได้เข้ากระเป๋าและยังได้เรียนรู้จากปากคนทำแหล่งธรรมชาติที่แท้จริงอีกด้วย…

    READ MORE
  • เที่ยวเกาะภูเก็ต ไปที่ไหนดี? ตอนที่ 2

    จากตอนที่ 1 ที่ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวไปทั้งหมด 3 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น
    ย่านเมืองเก่าตึกแถวโบราณ อาคารชิโน-โปรตุกีส พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว บ้านชินประชา ในตอนที่ 2 นี้
    เราจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางเลือกให้กับสายเที่ยวทั้งหลาย อ่านแล้วคุณจะรู้สึกว่าภูเก็ตนี่ควรมาเที่ยวพักผ่อนยาว ๆ เสียจริง
    เพราะที่ท่องเที่ยวเยอะเหลือเกิน

    4. จุดชมวิวเขารัง
    เป็นเนินเขาที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองภูเก็ตทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
    สามารถนำรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดเขาได้ โดยขับขึ้นไปตามถนน คอซิมบี้
    ได้เลย ด้านบนสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเกาะภูเก็ตได้อย่างชัดเจน
    ทั้งหลังคาตึกเก่า สะพานหิน อ่าวฉลอง หาดราไวย์ ฯลฯ
    เรียกได้ว่าสามารถชื่นชมความงดงามของเมืองภูเก็ตได้ถึง 360 องศา
    เลยทีเดียว และโดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่นี่จะโรแมนติกมากเป็นพิเศษ
    เนื่องจากจะสามารถมองเห็นแสงไฟระยิบระยับของบ้านเมืองด้านล่างได้อย่าง
    สวยงามประทับใจสุด ๆ

    5. ตลาดปล่อยของ
    ตลาดนัดสุดบรรเจิดท่ามกลางบรรยากาศกลางแจ้งแบบสบาย ๆ ใน Limelight
    Avenue ใจกลางเมืองภูเก็ต ที่มีพื้นที่สำหรับปลดปล่อยสินค้าไอเดีย
    โดยภายในตลาดจะมีพ่อค้าแม่ขายมาวางของแฮนด์เมดดีไซน์เก๋ ๆ
    แฟชั่นแนว ๆ อาทิ ของที่ระลึกต่าง ๆ สมุดทำมือ หมวก งานศิลปะสุดชิค ฯลฯ
    นอกจากนี้ยังมีอาหารหลากหลายประเภท อาหารพื้นเมือง ร้านกาแฟและร้านน่านั่งชิลมากมาย
    พร้อมกับเพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีของเยาวชน มือสมัครเล่น
    ตลอดจนมืออาชีพที่จะมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันสร้างสีสันให้ได้ครื้นเครงกันตลอดทั้งคืน
    อัดแน่นไปด้วยความความฮิปแบบนี้ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

    6. นั่งเรือกอจ๊าน ชมป่าชายเลน
    เรือกอจ๊านหรือเรือท้ายเป็ด
    เป็นเรือสุดคลาสสิกที่สันนิษฐานว่าน่าจะนำมาใช้ในภูเก็ตพร้อมกับชาวจีน
    ที่เข้ามาดูลู่ทางทำมาหากินในอดีต ซึ่ง กอจ๊านหมายถึงอวนจับปลา
    มีต้นกำเนิดมาจากจีนแผ่นดินใหญ่
    โดยจะใช้อวนกอจ๊านกับเรือที่สร้างมาโดยเฉพาะ ที่เรียกว่าเรือกอจ๊าน
    ปัจจุบันนับว่าหาดูได้ยาก และมีในจังหวัดภูเก็ตเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
    โดยลักษณะของตัวเรือจะประกอบไปด้วยไม้ทั้งลำและใช้ชัน
    (ยางไม้ชนิดหนึ่ง) ในการยารอยต่อระหว่างพื้นไม้
    ลำเรือจะมีขนาดเล็กสามารถรับน้ำหนักผู้โดยสารได้มากสุด 8 คน
    ขับเคลื่อนโดยใช้ผ้าใบและไม้พายยาว
    จึงทำให้เรือกอจ๊านกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นภูเก็ต
    ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถมานั่งเรือกอจ๊านสัมผัสธรรมชาติทางทะเล
    ชมป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์
    พร้อมกับแวะดูฝูงลิงแสมที่อาศัยอยู่ในป่าโกงกางกันได้ทุกวัน
    สนใจติดต่อได้ที่ชมรมกลุ่มกอจ้าน (ประมงพื้นบ้าน) ได้เลย

    7. แหลมพรหมเทพ
    แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่ใครต่อใครต่างต้องไปเยือนเมื่อไปถึงจังหวัดภูเก็ต
    โดยรอบมีทัศนียภาพที่สวยงาม
    อีกทั้งยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
    ไทยเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของประภาคารกาญจนาภิเษก
    โดยสุดปลายของแหลมพรหมเทพ มีชื่อว่าแหลมเจ้า
    บริเวณตัวแหลมซึ่งยื่นออกไปในทะเล
    โดดเด่นด้วยต้นตาลที่ยืนตระหง่านเกาะกลุ่มกันอยู่อย่างสวยงาม
    ฉะนั้นใครที่อยากชมแสงสุดท้ายของวันที่สวยที่สุด…

    READ MORE
  • ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มยำกุ้ง

    ต้มยำกุ้ง ถือเป็นอาหารพื้นบ้านของคนไทย
    แถมยังได้รับการยกย่องให้เป็นอาหารประจำชาติเพราะสามารถหารับประทานได้ทั่วทุกภาค
    ถูกปากทั้งคนไทยทั้งชาวต่างชาติ เพราะรสชาติเข้มข้นลงตัว
    เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ จัดว่าเด็ดที่สุดในโลก
    อย่างไรก็ตาม แม้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารประจำชาติไทย
    แต่ประวัติความเป็นมาของ “ต้มยำกุ้ง” นั้นไม่ค่อยชัดเจน
    ว่ากันว่าเป็นอาหารไทยโบราณที่เกิดขึ้นหลังรับวัฒนธรรมของอินเดีย และ จีน เข้ามาทางเรือสำเภา
    ซึ่งช่วยให้อาหารไทยช่วงนั้นเติบโตขึ้นมากแต่หากจำกัดความของเมนู “ต้มยำกุ้ง” ไว้ที่คำว่า “แกง”
    อาหารชนิดนี้ก็น่าจะเกิดในยุคอยุธยาซึ่งมีมรดกทางวรรณคดีมากมายที่บ่งบอกถึงมติทางสังคมและ
    วัฒนธรรมของอาหารการกินของชาวไทยในยุคนั้นโดยคาดกันว่าการทำ “ต้มยำกุ้ง” ในระยะแรก อาจใช้น้ำปลา
    ใส่สมุนไพรจำพวก ใบนาก ตะไคร้ ข่าแก่ ซึ้งมีวัตถุประสงค์ในการดับคาวกุ้งหรือเนื้อสัตว์ที่ใช้ทำต้มยำ ส่วน
    ตะไคร้ ทุบเพื่อให้มีน้ำมันออกมาและเกิดกลิ่นมากกว่าการหั่นแฉลบ จะใส่เมื่อน้ำเดือด
    เพื่อให้ได้กลิ่นนอกจากนี้ การใส่ ตะไคร้ ที่ทุบไม่ใช่หั่นแฉลบ
    ยังช่วยให้น้ำแกงไม่เปลี่ยนไปเป็นสีเขียวด้วย เช่นเดียวกับ ข่าแก่
    ที่หั่นบางๆ ใส่ขณะที่น้ำแกงเดือด จะทำให้น้ำแกงเกิดความหอม
    ส่วน เนื้อสัตว์ต่างๆ จะใส่เป็นขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากสุกเร็ว
    ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ เล่าให้ฟังถึงการทำต้มยำกุ้งน้ำใส
    ว่าเมื่อคัดกุ้งก้ามกรามที่มีขนาดตัวเขื่อง ตาใส
    มีก้ามกรามเป็นสีฟ้าสวย ให้นำไปล้างให้สะอาด
    ตัดก้ามกรามและขาออกทั้งหมด ตัดกรีกุ้งออกจากท้องปอกเปลือกทิ้งส่วนหัวไว้ทั้งเปลือก ก่อนรวมทิ้งน้ำ
    เหลือส่วนหางไว้ใช้ปลายมีดแหลมกรีดเล็กน้อยจากนั้นเขี่ยเส้นสีดำกลางหลังกุ้งออก
    กุ้งที่นำมาทำต้มยำกุ้งไม่ต้องผ่าหลังเมื่อตั้งน้ำบนเตาไฟจึงเริ่มปอกหัวกุ้ง
    ใช้มีดกรีดด้านเนื้อบนเพื่อดึงส่วนสกปรกบริเวณหัวออกจะไม่ทำให้มันกุ้งแตกกระจาย
    เมื่อใส่ลงในน้ำเดือด ที่มีสมุนไพร ข่า ตะไคร้ ที่ใส่ก่อนหน้านี้
    มันกุ้งจะแตกตัวออกเอง และลอยอยู่ในน้ำแกงเป็นสีชมพูออมส้มออกสวยงาม ใส่น้ำปลา พริกขี้หนูบุบ
    แล้วยกลงจากเตา บีบมะนาว โรยผักชีหั่นฝอย รวมทั้งยอดผักชี
    เมื่อตักใส่ชามแกงเจ้านายท่านเสวยแบบนี้ กุ้งมาจากที่ใดก็ได้ขอให้สดและขนาดกำลังพอดี เป็นอันอร่อยเหาะ
    ขณะเดียวกัน น้ำพริกเผา ที่ใส่ในน้ำต้มยำกุ้งไม่ใช้น้ำพริกเผาแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
    มีการผัดและเตรียมเก็บไว้ ใช้สำหรับทำต้มยำกุ้ง ยำ ข้าวผัด หรือทาขนมแป้ง แต่ละชนิดมีความต่างในการจัดทำทั้งสิ้น
    ปัจจุบันนิยมรับประทานน้ำพริกเผาที่ซื้อสำเร็จและนิยมใส่นมข้นจืดกับน้ำมันน้ำพริกเผาลงในต้มยำกุ้ง
    และมักจะอ้างว่าเป็นตำรับชาววังเสมอ ทั้งที่ไม่ใช่เลย…

    READ MORE