Blog

  • วันหยุดไปเที่ยวที่ไหนดี

    เป็นเรื่องจริงสำหรับบางคน ที่ว่าวันหยุดนั้นน้อยเกินกว่าที่จะไปพักผ่อนต่างจังหวัดได้
    ทำให้คนกรุงเทพส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่กับครอบครัว อยู่บ้าน แต่ที่จริงแล้ว
    ใกล้ๆกับกรุงเทพนั้นก็ยังมีที่เที่ยวและกิจกรรมที่น่าสนใจ ให้ได้ออกไปสูดโอโซนบริสุทธิ์ ทำบุญไหว้พระ
    ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพเลย                                                                                                      

    1.เกาะล้าน ที่เที่ยวสุดฮิตที่พูดถึงแล้วคงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่เสน่ห์ของน้ำใสๆ และทรายขาวๆ
    ของที่นี่ก็ยังดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเที่ยวอย่างมากมาย และที่สำคัญเกาะล้านยังเดินทางจากกรุงเทพฯ
    สะดวกและใช้เวลาไม่นาน ที่เกาะล้านมีหาดสวยๆ มากมายหลายหาดแต่หาดสุดฮิตก็คือ หาดตาแหวน
    ที่ใครมาก็ต้องมาเล่นน้ำทะเลที่หาดนี้หรือจะไปถ่ายรูปกับสะพานไม้ชิคๆ ที่ หาดสังวาลย์และยังมี หาดนวล
    หาดเทียน ที่มีน้ำใสและทรายละเอียดบอกเลยสายเฟลฟี่ห้ามพลาด                                       

    2.หาดบางแสน เป็นชายหาดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากๆ เดินทางแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ
    เสน่ห์ของหาดบางแสนคือเก้าอี้ผ้าใบริมชายหาดให้เราได้นั่งชิลล์รับลมทะเลฟินๆ

    3.ตลาดน้ำอัมพวา ชื่อที่หลายๆ คนคงคุ้นหูเป็นอย่างดีและหลายๆ
    คนคงเลือกที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อที่จะได้สัมผัสเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตริมคลองและบ้านเรือน
    แบบดั้งเดิม ตลาดน้ำอัมพวาเป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยๆ บอกได้เลยว่าบรรยากาศของที่นี่ชิลล์สุดๆ
    โดยเฉพาะบรรยากาศยามเย็นของตลาดน้ำอัมพวาที่มีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือมาขายของ
    รวมไปถึงร้านค้าที่อยู่ด้านบนของทั้ง 2 ฝั่งคลอง                                                                   

    4.พัทยา ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ขับรถไม่นานก็ถึงแล้ว และนอกจากทะเล และกิจกรรมทางทะเล
    พัทยายังมีที่เที่ยวใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ นอกจากนี้
    ที่นี่ยังมีที่เที่ยวใหม่ผุดขึ้นมาให้ได้ไปชิลล์กันอย่างไม่มีเบื่อแน่นอน อย่าง Frost Magical Ice of Siam,
    สวนน้ำรามายณะ พัทยา, The Sky Gallery พัทยา อีกด้วย                                                 

    5.บางกระเจ้า พื้นที่สีเขียวรูปกระเพาะหมูในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
    ปอดกลางกรุงซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ให้สูดได้เต็มปอด ด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ
    ทำให้บางกระเจ้าเป็นที่เที่ยวยอดนิยม เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด               

    6.นครปฐม เมืองน่าเที่ยวที่มาได้ง่ายๆ ขับรถไม่นานจากกรุงเทพฯ ก็เที่ยวได้หมด
    ที่นี่นอกจากจะเป็นจังหวัดที่มีตลาดน้ำมากมาย ถูกใจทั้งนักชิมนักช้อปแล้ว ยังมีที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัดวา
    และพิพิธภัณฑ์น่าสนใจต่างๆ ด้วย รวมไปถึงพระราชวังที่สวยงาม
    คนชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต้องไม่พลาดมาเที่ยวที่นี่ค่ะ…

    READ MORE
  • ท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้ว

    ตลาดโรงเกลือ
    ตอนนี้คงจะไม่มีใครไม่รู้ตลาดการค้าชายแดนภาคตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทยอย่าง 
    ตลาดโรงเกลือ หรือ ตลาดชายแดนบ้านคลองลึก 
    ซึ่งอยู่ใกล้กับด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ-ปอยเปต ประเทศกัมพูชา
    เดี๋ยวนี้มีด้วยกันถึง 5 ตลาด คือ ตลาดโรงเกลือเดิม ตลาดเดชไทย 
    ตลาดเทศบาล 3 ตลาดเบญจวรรณ และตลาดทรัพย์สมบูรณ์ 
    รวมแล้วมีร้านค้ามากยิ่งกว่า 3,000 ร้านค้า มีเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ 
    สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องครัว ทั้งมือใหม่และมือสองให้ช้อปกันในราคาไม่แพงแสนถูก 
    แต่ว่าหยิบๆจับๆไปมาก็อาจกระเป๋าแบนไม่รู้ตัวนะ
    เวลาเปิด – ปิด : เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น.
    ที่ตั้ง : ถนน กม.5 ฝั่งซ้าย ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    ปราสาทเขาน้อยสีชมพู
    ปราสาทเขาน้อย หรือ ปราสาทเขาน้อยสีชมพู 
    ตั้งอยู่บนยอดเขาน้อยสีชมพู ในเขตตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ 
    ห่างจากพรมแดน ไทย-กัมพูชา ราว 1 กิโลเมตร
    ตัวปราสาทตั้งอยู่บนยอดเขาเตี้ยๆสูงราว 80 เมตร 
    มีบันไดทางขึ้น 254 ขั้น แล้วเดินไปตามทางลาดอีกนิดก็ถึงบริเวณประสาท 
    ซึ่งประกอบด้วยปรางค์ทิศเหนือ ปรางค์องค์กลาง และก็วิหารใต้ 
    จากการขุดสำรวจของกรมศิลปากรได้ค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก 
    ดังเช่น โบราณวัตถุทำจากโลหะเครื่องปั้นดินเผา ทับหลังหินทราย 5 ชิ้น
    แผ่นจารึกเขาน้อย และทับหลังหินทรายแบบสมโบร์ไพรกุกอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 
    ซึ่งโบราณวัตถุต่างๆเหล่านี้ถูกนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี
    ที่ตั้ง : บ้านคลองน้ำใส ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    อุทยานแห่งชาติปางสีดา
    ตรงนี้คือสวรรค์ของคนรักธรรมชาติ 
    ด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน 
    ปกคลุมด้วยสภาพป่าหลายประเภท ทั้งป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา 
    ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง 
    ทั้งยังเชื่อมต่อกับผืนป่ามรดกโลกอย่างป่าพญาเย็น-เขาใหญ่ 
    ก็เลยเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ร
    วมถึงผีสีเสื้อหลายสีสันนับแสนตัว ซึ่งจะมีให้ดูกันในตอนเมษายน – ส.ค.ของทุกปี
    ข้างในสวนมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตก อย่าง น้ำตกปางสีดา 
    เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นสายน้ำทิ้งตัวจากผาสูง 8 เมตร 
    ลงสู่แอ่งน้ำระดับล่าง ถัดมาเป็น น้ำตกผาตะเคียน ลักษณะเป็นผาสูง 20 เมตร 
    สายน้ำจะไหลทิ้งตัวลดหลั่นเป็นชั้นๆดูสวยงามมาก และน้ำตกแควมะค่า ที่ต้องเดินเท้าเข้าไป
    เวลาเปิด – ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 06.00-20.00 น.
    ที่ตั้ง : หมู่ 7 ต.ท่าแยก อ.เมือง จ.สระแก้ว…

    READ MORE
  • แหล่งท่องเที่ยวไทย 50 สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต(2)

    11. เกาะนางยวน
    เกาะเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ตั้งอยู่ข้างเกาะเต่า ประกอบด้วยเกาะเล็ก ๆ 3 เกาะ
    เชื่อมต่อด้วยแนวสันทรายสีขาวสะอาดตา ล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสอย่างงดงาม
    เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักเกาะนางยวน ซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ
    กลางอ่าวไทยที่เงียบสงบ มีแนวปะการังสวยงาม
    เป็นสวรรค์ของนักดำน้ำที่ต้องมาเยือนกันสักครั้ง

    12. เกาะเต่า
    ห่างจากเกาะนางยวนไปประมาณ 480 เมตร ก็จะเป็นที่ตั้งของเกาะเต่า
    ที่นี่มีธรรมชาติของท้องทะเลที่สวยงามไม่แพ้เกาะนางยวน ทั้งน้ำทะเลสีฟ้าใส
    หาดทรายขาวและเงียบสงบ มีโรงแรมและรีสอร์ทหรูหรา
    สามารถหลบมาพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างดีเยี่ยม

    13. เกาะสมุย
    เกาะกลางทะเลอ่าวไทย ที่ไม่ได้มีเพียงแค่หาดทรายขาวสะอาด
    และน้ำทะเลใสสวยงามเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นสถานที่แห่งความสนุกสนานเต็มรูปแบบ
    มีกิจกรรมมากมายที่จัดขึ้นเพื่อสร้างสีสันให้เกาะสมุย
    พร้อมทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมทั้งยังเดินทางได้ง่าย ๆ
    ด้วยเครื่องบิน
    เพราะมีสนามบินสไตล์บูติกที่มีความสวยงามติดอันดับโลกรองรับอยู่บนเกาะแห่งนี้อีก
    ด้วย

    14. เกาะช้าง
    เกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเมืองไทย
    เพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งป่าเขาและท้องทะเลที่สวยงาม
    อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
    เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกทะเลที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
    หากใครได้มาดินเนอร์ริมชายหาดที่เกาะแห่งนี้…บอกเลยว่าจะฟินมาก !

    15. เกาะเสม็ด

    ที่เที่ยวทางทะเลสุดโรแมนติกที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงแค่เอื้อม
    ซึ่งมาพร้อมกับหาดทรายยาวสวยงาม มีน้ำทะเลใสโอบล้อม
    นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นดินแดนแห่งความบันเทิง มีผับบาร์ ร้านอาหารริมทะเลมากมาย
    รวมทั้งยังมีการจัดแสดงคอนเสิร์ตริมชายหาดอยู่บ่อย ๆ อีกด้วย

    16. เกาะล้าน
    เกาะล้าน ดินแดนสวรรค์แห่งท้องทะเลที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มาก ๆ
    ไม่มีรถก็สามารถไปได้ง่าย ๆ ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ที่สำคัญน้ำทะเลใส
    หาดทรายขาวมาก ๆ แถมบนเกาะล้านยังมีที่พักหลากหลายสไตล์ ราคาโดนใจ
    ให้เลือกสรรตามใจชอบอีกเพียบ

    17. เกาะกูด
    หากถามถึงทะเลไทยที่สวยงาม เชื่อได้เลยว่าจะต้องมีชื่อของ "เกาะกูด"
    อยู่ด้วยอย่างแน่นอน เกาะกูดมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดตราด
    บริเวณโดยรอบล้อมรอบไปด้วยแนวปะการังที่สวยงามและท้องทะเลสีฟ้าครามใส
    มีหาดทรายขาว สะอาด เนียนนุ่ม บนเกาะมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
    เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย

    18. เกาะหมาก
    เกาะหมาก ตั้งอยู่ระหว่างเกาะช้างและเกาะกูด
    ที่นี่มีธรรมชาติของทั้งบนเกาะและในท้องทะเลที่สวยงามอุดมสมบูรณ์
    น้ำทะเลจะเป็นสีฟ้าอมเขียวใส
    สามารถมองเห็นแนวปะการังใต้ท้องทะเลได้จากบนเรืออย่างงดงาม
    อีกทั้งบนเกาะยังเต็มไปด้วยสวนมะพร้าวอันร่มรื่น
    มีอ่าวและหาดทรายสวยงามหลายแห่ง
    ทำให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างเต็มที่
    ชาวบ้านบนเกาะยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นเดียวกับที่เกาะกูด ที่นี่จึงเงียบสงบ
    เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหาที่พักผ่อนอย่างแท้จริง

    19. ภูทับเบิก
    ถ้าถามถึงดินแดนทะเลหมอกสุดอลังการในเมืองไทย
    หนึ่งในนั้นต้องมีภูทับเบิกอย่างแน่นอน
    ด้วยภูทับเบิกถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขาทั้งน้อยใหญ่
    บริเวณโดยรอบเป็นป่าเขาเขียวขจีสมบูรณ์
    ทำให้ในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาวจะเกิดปรากฏการณ์ทะเลหมอกสุดอลังการ
    อีกทั้งยังมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกประทับใจ

    20. เขาค้อ

    เขาค้อ สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดของจังหวัดเพชรบูรณ์
    ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของเมืองไทยแล้ว
    ยังเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยสุด ๆ อีกด้วย นักท่องเที่ยวจึงเลือกที่จะมานอนพักผ่อน

    เสพอากาศบริสุทธิ์และสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นกันที่นี่ในช่วงวันหยุด
    ซึ่งในเขาค้อก็มีที่พักหลากหลายแบบให้ได้เลือกพักกัน
    สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเขาค้อที่ห้ามพลาด เช่น พระตำหนักเขาค้อ,
    พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก และอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ ฯลฯ…

    READ MORE
  • พิชิตโมโกจูสักครั้งที่แม่วงก์

    กำแพงเพชร อาจเป็นจังหวัดที่ใครหลายคนมองเป็นทางผ่านเพื่อไปท่องเที่ยวยัง
    สถานที่อื่น แต่ในความเป็นจริงพวกเราต่างคิดผิด
    เพราะเราดันมองข้าม อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
    อีกหนึ่งแลนด์มาร์คในการชมวิวที่ไม่ควรพลาด
    อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ประมาณ มีเนื้อที่ประมาณ
    558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร
    ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร
    และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์
    พื้นที่ส่วนใหญ่ของ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
    เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารตามเทือกเขาสูงชัน
    ก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง
    ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์
    ลำน้ำที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์
    นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
    ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ
    ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ
    เช่นเดียวกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนเรียงรายกัน
    โดยยอดที่สูงที่สุดคือ “ยอดเขาโมโกจู”
    สถานที่ที่พร้อมท้าทายทุกคน
    อย่างไรก็ตาม หากคุณคิดจะเดินทางมายัง
    อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราแนะนำให้มาช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ หรือในช่วงฤดูหนาวนั่นเอง
    เพราะหากมาในช่วงฤดูร้อน อากาศจะร้อนจัด
    ขณะที่ฤดูฝนก็จะมีฝนตกมาก คงไม่เหมาะแก่การพักผ่อน
    ส่วนกิจกรรมที่น่าสนใจใน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
    นั่นมีให้เลือกหลากหลาย ไล่ตั้งแต่
    ชมทัศนียภาพของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ณ จุดชมวิวกิ่วกระทิง
    หรือจะปล่อยใจล่องลอยไปกับสายน้ำที่ น้ำตกผาคอยนาง ก็ไม่ว่ากัน
    สายน้ำตก อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ก็มีให้เลือกมากมาย ทั้ง
    น้ำตกแม่กระสา ซึ่งมีความสูงถึง 9 ชั้น หรือจะเป็น น้ำตกแม่วารี,
    น้ำตกแม่กี, น้ำตกนางนวล, น้ำตกเสือโคร่ง เลือกได้ตามอัธยาศัย
    อยู่ไกลใกล้แตกต่างกันไปตามจุดพักแรม
    หรือจะไต่ระดับสู่จุดสูงสุดของถนนสายคลองลาน-อุ้มผาง
    เพื่อสัมผัสไอหมอกและความหนาวเย็นที่มี
    ให้ชุ่มหัวใจได้ตลอดทั้งปีที่ “ช่องเย็น”
    เลยต่อไปอีกนิดพอได้หอบก็จะเห็นสิ่งที่สุดยอดกว่าอย่าง
    “ภูสวรรค์” แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมจึงมีชื่อเรียกขานเช่นนี้
    ปิดท้ายที่ไฮไลท์สำคัญ นั่นคือการพิชิต “ยอดเขาโมโกจู”
    ยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
    และสูงที่สุดในผืนป่าตะวันตก ด้วยความสูง 1,964 เมตร
    เหนือระดับน้ำทะเล ใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ 5 วัน
    เปิดให้พิชิตระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี
    ทั้งหมดทั้งมวลที่คุณจะได้รับจาก อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
    นั้นเต็มไปก้วยความหลากหลาย แถมการเดินทางก็ไม่ไกลมาก
    เพียง 353 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร
    แล้วคุณจะไม่เสียดายเวลา 5 ชั่วโมง
    ที่ขับรถไปเยือนสถานที่แห่งนี้เลย…

    READ MORE
  • เอาใจชาวพุทธกับประเพณีแห่เทียนพรรษาที่อุบล

    ต้องยอมรับว่าหนึ่งในประเพณีที่อยู่คู่กับชาวพุทธมาอย่างยาวนาน
    คือ ประเพณีแห่เทียนพรรษา
    ซึ่งมีการจัดขึ้นทั่วทุกจังหวะในประเทศไทย
    แต่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและเทศ
    ย่อมหนีไม่พ้นจังหวัดอุบลราชธานี เมืองใหญ่ภาคอีสานบ้านเรา
    ก่อนอื่นขอเกริ่นความเป็นมาของประเพณีแห่เทียนพรรษา
    ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
    โดยชาวพุทธจะนำเทียนไปถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา
    เพื่อช่วยให้พระภิกษุมรแสงสว่างใช้ในหน้าฝน
    ซึ่งไม่สามารถออกไปไหนได้ตลอด 3 เดือน
    หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการตกแต่งต้นเทียนขึ้นตามภูมิปัญญาชาวบ้าน
    โดยมีการแกะสลักเพื่อความสวยงาม
    พร้อมการสอดแทรกความรู้ในรูปแบบของนิทานชาดกต่างๆลงไปบนต้นเทียน
    กระทั่งกลายเป็นการประชันความสามารถของผู้คนในท้องที่ต่างๆดังเช่นปัจจุบัน

    โดยในปี 2561 นี้ หนึ่งในจังหวัดที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดอย่าง อุบลราชธานี
    จะมีการจัดงานแห่เทียนพรรษา ขึ้นในวันที่ 27-28 กรกฏาคม
    ตรงกับวันหยุดยาวตามหน้าปฏิทิน ไล่ตั้งแต่ วันอาสาฬหบูชา,
    วันเข้าพรรษา ลากยาวไปจนถึง
    วันเกิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    และวันชดเชยวันเกิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังนั้น
    หากใครไม่มีโปรแกรมไปไหนในวันหยุดยาวปลายเดือนกรกฎาคมนี้
    การเดินทางไปชมเทศกาลแห่เทียนพรรษา
    ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีเงินสะพัดหลายร้อยล้าน
    คือตัวเลือกที่น่าสนใจ อีกทั้งยังได้ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนที่ดีด้วย
    ซึ่งไฮไลท์สำคัญๆ ในงานแห่เทียนพรรษาอุบล 2561
    จะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม
    ที่ท่านจะได้ชมและมีส่วนร่วมในการทำต้นเทียนพรรษากับช่างเทียนตามคุ้มวัดต่างๆ
    อาทิเช่น วัดไชยมงคล, วัดบูรพาราม,วัดทุ่งศรีเมือง, วัดศรีประดู่, วัดผาสุการาม และ วัดแจ้ง เป็นต้น

    จากนั้นวันที่ 23 กรกฎาคม
    จะเริ่มงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา อุบลราชธานี ประจำปี2561 อย่างเป็นทางการ
    โดยมีพิธีเปิดงานบริเวณหน้าศาลหลักเมือง เวลาประมาณ 18.30น.
    พร้อมชมกิจกรรมถนนสายเทียน มีการสาธิการหล่อเทียน
    การแสดงพื้นบ้าน และนิทรรศการต่างๆ ไล่ตั้งแต่ การแสดงโฮงฮีต ศรีวนาลัย,
    ประติมากรรมเทียนนานาชาติ, การประกวดสาวงามเทียนพรรษา
    แถมปีนี้จังหวัดอุบลราชธานี ยังได้เพิ่มกิจกรรมพิเศษ คือ
    อุโมงค์เทียน บริเวณริมแม่น้ำมูล
    หลังวัดหลวงไปจนถึงตลาดเทศบาล 3 กระทั่งวันที่ 27 กรกฎาคม
    ชาวบ้านจะเริ่มนำต้นเทียนที่จะเข้าร่วมขบวนแห่มารวมกันที่
    ทุ่งศรีเมือง บริเวณรอบโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี
    ซึ่งเริ่มมาเดินดูได้ตั้งแต่ช่วงเย็น
    เพื่อรอเข้าร่วมขบวนแห่ช่วงเช้าวันที่ 28 กรกฎาคม
    แต่ระหว่างรอขบวนแห่ตอนเช้า
    นักท่องเที่ยวก็สามารถชมการแสดงขบวนแห่เทียนพรรษาภาคกลางคืน
    ที่จะมีการแสดงสีเสียงสุดยิ่งใหญ่ รวมถึงนิทรรศการบ้านคำปุน
    แหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ
    ส่วนช่วงเช้าวันที่ 28 กรกฎาคม
    ก็รีบตื่นแต่เช้าไปจับจองที่นั่ง เพราะจะเต็มเร็วมาก
    จากนั้นก็เพลิดเพลินไปกับประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบล
    ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ลากยาวไปจนถึงการแสดงยามค่ำคืน
    พร้อมพิธีมอบรางวัลการประกวดต้นเทียนพรรษา
    ใครยังไม่มีกำหนดการเดินทางไปไหนช่วงวันหยุดยาวปลายเดือน
    กรกฎาคม 2561 ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบล
    คือตัวเลือกที่สมควรไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต
    แม้อาจต้องเดินทางไกลกว่า 600 กิโลเมตร
    แต่เชื่อเถอะคุ้มค่าแน่นอน…

    READ MORE
  • หนีคนมาชมหมอกที่ผาตั้ง

    หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวของ เชียงราย
    แว่บความคิดแรกของทุกคนคงเป็นตอบเหมือนกันว่า ภูชี้ฟ้า
    แต่ใครเหล่าจะรู้ว่าพี่น้องอีกดอยที่อยู่ติดกันอย่าง ผาตั้ง
    ก็กำลังรอคอยให้เหล่านักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมความงามของมัน
    ดอยผาตั้ง ตั้งอยู่ที่บ้านผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น
    จังหวัดเชียงราย สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,635 เมตร ห่างจาก ภูชี้ฟ้า
    แค่ 30 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ, ม้ง และเย้า
    ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในสถานที่แห่งนี้

    ลักษณะของ ดอยผาตั้ง
    จะเป็นสันเขาคดเคี้ยวมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน
    ทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามจับตา ทั้งการชมทะเลหมอก,
    ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน
    และแน่นอนว่าคุณจะไม่พลาดดอกไม้ที่ได้รับการขนานนามว่า
    “ซากุระเมืองไทย” หรือ ดอกนางพญาเสือโคร่ง
    นอกจากนี้ ดอยผาตั้ง
    ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่รอให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัส ไล่ตั้งแต่
    จุดชมวิวผาบ่องประตูสยาม
    หน้าผาขนาดใหญ่ที่มีช่องเขาเหมือนประตู พร้อมฉายา
    “ประตูรักแห่งขุนเขา”
    ที่มีตำนานให้จับมือคนที่เรารักแล้วเดินก้าวข้ามผ่านไปด้วยกัน
    หรือ ศาลาเก๋งจีน
    เนินที่ประดิษฐานพระพุทธมังคลานุภาพลาภสุขสันติ
    อนุสรณ์สถานของนายพลหลี่ ผู้นำ ทจช. ในอดีต
    เดินเลยไปอีกหน่อยก็จะพบทางขึ้นไปชมป่าหินยูนนาน
    ซึ่งเป็นหินรูปทรงลักษณะคล้ายภูเขาในประเทศจีนขึ้นสลับซับซ้อน
    นอกจากนี้ ดอยผาตั้ง ยังมีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง
    ที่ปลูกแปลงผักสด, ถั่วลันเตา, กะหล่ำม่วง, บล็อกโคลี
    และพืชผักอีกมากมาย ให้เราได้ศึกษา
    และซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือไปให้คนที่บ้าน
    รับรองปลอดสารพิษ 100%

    อีกทั้ง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง ยังมีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ดี
    รวมถึงวิถีการทำเกษตรกรรมตามพระราชดําริเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9
    ถือเป็นความรู้ในการดำเนินชีวิตที่มีประโยชน์
    เหมือนอย่างที่พ่อสอนว่าให้ชีวิตอย่างพอเพียง
    ทั้งหมดทั้งมวลคือวิถีชีวิตของ ดอยผาตั้ง ที่เรานำมาเสนอ
    เพื่อเป็นอกีหนึ่งทางเลือกในการเดินทางไปสัมผัสอากาศเย็น
    ในภาคเหนือช่วงฤดูหนาวนี้
    รับรองได้เลยว่าหากได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้จะต้องกลับมาเป็นครั้งที่สองอีกแน่นอน
    ส่วนใครที่ต้องการเลี่ยงความแออัดในช่วงเทศกาลจาก
    ภูชี้ฟ้า เราแนะนำว่า ดอยผาตั้ง คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน
    ขอบอกเป็นของแถมให้ด้วยว่าทะเลหมอกสวยกว่าเป็นไหนๆ
    วิถีชีวิตของผู้คนก็สโลว์ไลฟ์จนน่าอิจฉา
    ถ้าจะให้ดีควรเดินทางขึ้นไปทางอำเภอเวียงแก่น
    เพื่อแวะพักถ่ายรูปเล็กน้อยที่หน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว
    รับรองว่าคุณจะประทับใจเส้นทางสีชมพูที่เต็มไปดอกพญาเสือโคร่งบานสะพรั่ง
    แถมไม่ต้องวุ่นวายเหมือนการสัญจรผ่านอำเภอเทิง…

    READ MORE
  • ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วอยากลงออนเซ็น ควรรู้ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง

    นักท่องเที่ยวชาวไทยเมื่อได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ย่อมที่จะอยากลองสัมผัสกับวัฒนธรรม
    ท้องถิ่นให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นก็คือการอาบน้ำแบบออนเซ็น
    ซึ่งถ้าหากว่าอยากจะลองกันก็ควรรู้ข้อปฏิบัติที่ถูกต้องเอาไว้ด้วย

    ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าสำหรับใครที่ไม่ทราบว่าออนเซ็นคืออะไร
    มันก็คือการอาบน้ำอย่างหนึ่งที่เป็นสไตล์ของชาวญี่ปุ่น
    เป็นบ่อน้ำร้อนที่จะเปิดให้คนลงไปแช่รวมกัน แน่นอนว่าต้องถอดเสื้อผ้าออกหมด
    ตรงนี้อาจจะเป็นปัญหาสักหน่อยสำหรับใครที่รู้สึกเขินอาย
    แต่ถ้าได้ลองดูสักครั้งแล้วจะรู้ว่านี่แหละคือการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจที่สุดย
    อดมากๆ

    ประวัติความเป็นมาของออนเซ็นนั้นมีมาอย่างยาวนาน
    เนื่องจากว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ
    จึงทำให้มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่มีอุณหภูมิสูงอยู่ทั่วไป ซึ่งมันก็มากด้วยแร่ธาตุ
    ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้นเข้าสู่ผิวหนัง
    เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับใครก็ตามที่ได้ลงไปแช่

    การแช่ออนเซ็นนั้นจำเป็นจะต้องมีวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องด้วย
    เพราะเป็นการใช้บริการสาธารณะอย่างหนึ่ง เรื่องของมารยาทจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
    จะได้ไม่รบกวนคนอื่นๆ ที่มาใช้บริการด้วยกัน
    ถ้าหากว่าใครที่ยังไม่ทราบว่าควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
    ก็ลองมาเรียนรู้ศึกษากันได้เลย

    ขั้นตอนแรกสุดเลยก็คือจะต้องถอดเสื้อผ้าแล้วอาบน้ำตามปกติในที่ที่ได้เตรียมเอาไ
    ว้ให้ก่อน โดยทั่วไปแล้วจะมีเก้าอี้ให้ทำความสะอาดชำระร่างกาย ตรงนี้สำคัญมาก
    เพราะถ้าหากว่าไม่อาบน้ำก่อนแล้วลงไปแช่บ่อน้ำร้อนทันทีเลย
    ผู้ที่มาใช้บริการด้วยอาจจะรู้สึกไม่พอใจเอาได้ เพราะว่าลงมาแช่ทั้งๆ
    ที่ร่างกายยังสกปรกอยู่นั่นเอง

    การปรับอุณหภูมิของน้ำในตอนชำระร่างกายก็ควรจะให้เป็นน้ำอุ่น
    เพื่อให้ร่างกายได้เตรียมพร้อมสำหรับการแช่น้ำร้อนๆ ในออนเซ็น
    ต้องให้ร่างกายคุ้นชินก่อนเป็นเวลาสักพัก
    จากนั้นเมื่อลงไปแช่แล้วให้แช่เพียงแค่ครึ่งตัวถึงแค่ประมาณระดับเอวก่อน
    นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับใครก็ตามที่มีปัญหาทางด้านหัวใจและปอด
    โดยให้ทำตัวผ่อนคลายให้เต็มที่ได้เลย
    และพยายามไม่ใช้เสียงดังระหว่างใช้บริการออนเซ็น

    สำหรับใครก็ตามที่กลัวจะมีอาการวิงเวียนในขณะแช่ออนเซ็น
    ให้นำผ้าขนหนูเย็นวางเอาไว้บนศีรษะก็ได้
    โดยให้ระวังอย่าให้ผ้าขนหนูที่ว่านั้นแช่ลงไปในบ่อน้ำร้อน
    เช่นเดียวกับการสวมใส่เสื้อผ้าใดๆ
    เพราะออนเซ็นแบบต้นฉบับนั้นจะต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้

    เมื่อได้เรียนรู้กันแล้วก็เหลือแค่ลองไปแช่ออนเซ็นกันจริงๆ
    เชื่อว่าหลายคนน่าจะติดใจกันเป็นแน่
    ยังไงก็อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำที่ว่ามานี้ด้วยก็แล้วกัน…

    READ MORE
  • ชมซากุระเมืองไทยที่ภูหินร่องกล้า

    เข้าสู่เดือนกรกฎาคมเป็นอันรู้กันของพี่น้องชาวไทยว่าฤดูฝนไกลถึงคราวสิ้นสุด
    พร้อมผายมือต้อนรับฤดูหนาวที่กำลังจะก้าวเข้ามา
    แม้ภูมิอากาศช่วงหลังของประเทศจะค่อนข้างแปรปรวน
    แต่หนึ่งในสถานที่ที่ยังคงดีต่อใจ ย่อมหนีไม่พ้น ภูหินร่องกล้า
    ภูหินร่องกล้า มีเนื้อกว้างใหญ่กว่า 307 ตารางกิโลเมตร หรือ
    191,875 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ อ.เขาค้อ
    จ.เพชรบูรณ์, อ.ด่านซ้าย จ.เลย, อ.นครไทย จ.พิษณุโลก
    และได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2527
    โดยก่อนหน้าที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ
    “ภูหินร่องกล้า” ถือเป็นสมรภูมิสู้รบอันยาวนานระหว่าง
    ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กับ ฝ่ายกองทัพรัฐบาล
    ซึ่งต่อสู้ตามอุดมการณ์ของแต่ละฝ่ายยาวนานกว่า 15 ปี
    ซึ่งยังมีการเก็บอนุสรณ์แห่งความทรงจำไว้มากมาย
    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน “ภูหินร่องกล้า”
    ได้เปลี่ยนจากสมรภูมิมาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนทั่วประเทศ
    ซึ่งแห่แหนกันเดินทางไปชมธรรมชาติอันสวยงามในช่วง
    “ปลายฝนต้นหนาว” หรือ
    ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน
    ซึ่งด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน
    และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,614 เมตร
    ทำให้อากาศที่ “ภูหินร่องกล้า” หนาวเย็นเกือบตลอดปี
    โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อุณหภูมิจะลดต่ำลงประมาณ 4 องศาเซลเซียส
    นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ “ภูหินร่องกล้า”
    จะกลายเป็นสถานที่ขวัญใจของพี่น้องชาวไทยในการเดินทางไปชมทะเลหมอก
    หรือจะชมความงามของ “วากุระเมืองไทย”
    อย่าง ต้นพญาเสือโคร่ง ที่ ภูลมโล บนเหนือที่กว่า 1,200 ไร่
    นอกจากนี้ยังสามารถตั้งกล้องชมความงามของพระอาทิตย์ขึ้นและ
    ตกดินที่ ลานหินปุ่ม ที่ต้องเดินเท้าตามเส้นทางธรรมชาติขึ้นไป 2
    กิโลเมตร หรือ จุดที่สูงที่สุดของภูหินร่องกล้า อย่าง ภูแผงม้า
    ที่สามารถขับรถเข้าไปจอดได้เลย เท่านั้นไม่พอ
    คุณยังสามาถชมความงามของโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า
    ด้วยการปล่อยใจพักกายไปกับ ทุ่งดอกกระดาษ ที่จะขึ้นเรียงรายตลอดแนว 5 ผา ได้แก่
    ผาบอกรัก, ผาสลัดรัก, ผารักยืนยง, ผาคู่รัก และ ผาไททานิค
    ส่วนใครอย่างลองเล่นน้ำตกเย็นเฉียบ “ภูหินร่องกล้า”
    ก็มีแลนด์มาร์คใหญ่ให้ได้หย่อนขาตีน้ำกัน 2 จุด
    ที่สวยงามไม่แพ้กัน คือ น้ำตกกังหันน้ำ
    ซึ่งอยู่บริเวณโรงเรียนการเมืองการทหารของกลุ่มคอมมิวนิสต์
    ที่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
    หรือจะเดินทางไป น้ำตกหมันแดง ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก
    และมีความสูงมากถึง 32 ชั้น
    แต่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวชมความงามเพียง 9 ชั้น
    ซึ่งนอกจากน้ำตกที่สวยงามแล้ว คุณยังสามารถพบเจอ
    ดอกลิ้นมังกร ที่บานสะพรั่งได้ทั่วบริเวณน้ำตก
    ดังนั้น ปลายเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องต้นเดือนพฤศจิกายน
    ใครมีโปรแกรมว่างและต้องการสัมผัสธรรมชาติพร้อมสูดโอโ
    ซนให้เต็มปอด “ภูหินร่องกล้า” คือสถานที่ชาร์จแบตชีวิตอันดีเยี่ยม
    แถมยังห่างจากกรุงเทพไม่มากนัก ขับรถเพียง 6 ชั่วโมงก็ถึง
    ตัวเลือกนี้ใครปฏิเสธถือว่าพลาด…

    READ MORE
  • แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศบัลแกเรีย

    สาธารณรัฐบัลแกเรีย
    เป็นประเทศที่อยู่ทางแทบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศยุโรป
    โดยมีพรหมแดนติดกับตุรกี, โรมาเนีย, กรีซ, มาซิโดเนีย และ เซอร์เบีย
    พร้อมกับติดทะเลดำด้วย ซึ่ง บัลแกเรีย
    นั้นเคยอยู่ในอาณานิคมของสหภาพโซเวียตหรือรัสเซียเดิม
    ก่อนที่จะประกาศเอกราชเปลื่ยนมาปกครองในระบบประชาธิปไตยเมื่อปี1990
    ถือว่าเป็นประเทศที่มีเสน่ห์เอกลักษณ์เฉพาะตัว
    รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่อยู่ภายใน
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดในการจูงใจให้นักท่องเที่ยว
    เข้ามาเที่ยวในประเทศนี้ ในประเทศบัลแกเรียนั้น
    มีสิ่งที่ถือว่าเป็นอารยธรรมต่างๆมากมาย โดยเฉพาะ โบสถ์ วิหาร
    หรือไม่ก็อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่จดจำของคนรุ่นหลัง
    นอกจากนั้น แหล่งอารยธรรมบางแห่งก้ได้รับการยอมรับจาก
    องค์การยูเนสโก ว่า ให้เป็นมรดกโลก อีกด้วย
    ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศบัลแกเรีย
    นั้นก็มีหลายแห่ง โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นโบสถ์, วิหาร หรืออนุสาวรีย์ต่างๆ
    รวมไปถึงอาหารการกินแบบชาวบัลแกเรียว่าเขากินอะไรกันบ้าง
    แม้ว่าเราอาจจะเคยคุ้นหูว่า บัลแกเรีย นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของ โยเกิร์ต
    1.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ
    มีสถานที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงโซเฟีย
    พร้อมกับเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่เข้าชมมากที่สุดภายในโซเฟีย
    โดยจะรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆ
    ที่เกี่ยวกับประเทศบัลแกเรียเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นชุดประจำชาติ,
    อาวุธรบสมัยโบราณ และเครื่องมือต่างๆ
    2.เมือง ชาบลา
    เมืองชาบลา (Shaba) นั้นมีพื้นที่ติดกับทะเลดำ
    นอกจากเที่ยวโบสถ์หรือวิหารแล้ว บัลแกเรีย
    ก็มีทะเลให้เที่ยวด้วยเช่นเดียวกัน
    โดยสถานที่แห่งนี้จะมีป้อมปราการอันเก่าแก่
    ที่สร้างเพื่อไว้ใช้ต่อต้านการรุกรานของศัตรู ถือว่าเป็นเขตแดนที่สำคัญ
    ที่ช่วยปกป้องพลเรือนของประเทศในสมัยก่อน ถือว่าเป็นเมืองเล็กๆ
    เงียบสงบมีประชากรแค่เพียง 4,000 คนเศษๆ เท่านั้น
    3.ทะเลสาบ Srebarna
    ทะเลสาบ Srebarn เป็นทะเลสาบน้ำจืด
    ซึ่งอยู่ทางชานเมืองของประเทศบัลแกเรียและเป็นที่อยู่อาศัยของนกนาน
    าชนิดเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น นกกระสาสีขาว, นกกระสาสีแดง,
    นกกระสาสีชมพู, นกกระทุง และอื่นๆ อีกมากมาย และในปี ค.ศ1983
    ทะเลสาบ Srebarna ได้ถูกองค์การยูเนสโกประกาศ ว่า เป็นมรดกโลก
    ซึ่งในปัจจุบันทำให้ทะเลสาบ Srebarna
    มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก
    ส่วนอาหารการกินของชาวบัลแกเรีย
    ซึ่งจากประสบการณ์ของคนที่เคยไปสัมผัสมา
    ตามห้างร้านซูปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ นั้นจะเต็มไปด้วย โยเกิร์ต
    ที่มีวางขายอยู่มากมาย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักกินพร้อมกับซีเรียลนอกจากนี้
    บัลแกเรียที่มีชื่อเสียงในเรื่องของผักที่มีคุณภาพและผลิตภัณฑ์จากนม
    และความหลากหลายของเครื่องเทศอ่อน ๆ
    หมูและไก่เป็นรูปแบบเนื้อสัตว์ที่ชาวบัลแกเรียนิยมทาน
    ส่วนปลาและอาหารเนื้อวัวก็ยังเป็นที่นิยมอยู่บ้าง…

    READ MORE
  • หนังสือเดินทาง สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวขาดไม่ได้ – ตอนที่ 2

    ขั้นตอนการยื่นทำ Passport
    1. รับบัตรคิว
    2. ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนที่มีเลข 13 หลัก (หากไม่มีเลข 13 หลัก
    ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดง) พร้อมเอกสารหลักฐานอื่น เช่น
    หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ นามสกุล ทะเบียนสมรส ฯลฯ
    3. วัดส่วนสูง เก็บลายพิมพ์นิ้วมือนิ้วชี้ซ้าย
    และนิ้วชี้ขวาด้วยเครื่องสแกนเนอร์และถ่ายรูปใบหน้า
    4. แจ้งความประสงค์ หากต้องการขอรับเล่มทางไปรษณีย์ (จะมีค่าส่ง 40 บาท)
    5. ชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท
    (พร้อมด้วยค่าส่งไปรษณีย์ หากต้องการให้จัดส่ง)
    6. รับใบเสร็จรับเงิน และรับใบนัดรับเล่มตามวันที่กำหนดไว้
    เวลาที่ใช้ในการทำหนังสือเดินทาง
    ระยะเวลาการในการรับเล่มของหนังสือเดินทางนั้น
    จะใช้เวลาในการออกเอกสาร
    ขึ้นอยู่กับสถานที่ ที่ได้ไปทำ และวิธีการรับ

    ● ยื่นที่กรมการกงสุล
    สามารถรับหนังสือเดินทางได้ 2 วันทำการ ไม่นับวันยื่นคำร้อง
    หากรับทางไปรษณีย์จะได้รับใน 5 วันทำการ
    ● ยื่นที่สำนักงานสาขาในกรุงเทพฯ (ปิ่นเกล้าและบางนา)
    จะได้รับหนังสือเดินทางภายใน 2 วันทำการ ไม่นับวันยื่นคำร้อง
    หากรับทางไปรษณีย์จะได้รับใน 5 วันทำการ
    ● กรณียื่นคำร้องที่สำนักงานสาขาในต่างจังหวัดและขอให้จัดส่งทางไปรษณีย์
    (ในเขตเมือง) จะได้รับหนังสือเดินทางภายใน 5 วันทำการ
    สำหรับผู้ขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์
    แนะนำให้มารับเล่มด้วยตนเองเพื่อให้ผู้ถือหนังสือเดินทางมีความคุ้นเคย
    กับการใช้หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ
    หากไม่สามารถไปรับเล่ม Passport เองได้ สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับเล่ม
    Passport แทนได้ หรือจะให้จัดส่งทางไปรณีย์ก็ได้
    การลงทะเบียนทำพาสปอร์ตล่วงหน้า
    คุณสามารถเลือกวันเวลา และสาขาที่จะเข้าไปทำหนังสือเดินทางได้
    โดยการลงทะเบียนทำ Passport
    ล่วงหน้า ซึ่งเปรียบเสมือการจองคิวล่วงหน้า
    โดยเข้าไปลงทะเบียนได้ผ่านทาง www.passport.in.th
    การลงทะเบียนล่วงหน้าใช้สำหรับการยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางธรรมดาเท่านั้น
    ● สมัครสมาชิก 1 บัญชี ต่อ 1 ท่าน ต่อ 1 รายการจอง
    ● สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ 1 วันทำการ
    (ไม่นับวันที่ทำรายการ วันเสาร์-อาทิตย์
    และวันหยุดนักขัตฤกษ์) และทำรายการล่วงหน้าได้ไม่เกิน 5 วันทำการ
    ● ต้องมารายงานตัวและแสดง QR Code
    ต่อเจ้าหน้าที่ ณสำนักงานที่ท่านลงทะเบียนขอรับบริการไว้อย่างน้อย 30 นาที
    ก่อนเวลาขอรับบริการไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการยกเลิกคิว
    ● หากการลงทะเบียนถูกยกเลิกตามข้างต้น
    คุณจะไม่สามารถใช้บริการลงทะเบียนล่วงหน้าได้อีกภายใน 30 วัน
    ข้อมูลที่กรอกต้องเป็นข้อมูลปัจจุบัน และเป็นข้อมูลจริงเท่านั้น
    ● เตรียมเอกสาร และเตรียมหลักฐานในการทำ Passport
    ให้ครบถ้วนตามที่กำหนดเงื่อนไขในการออกหนังสือเดินทาง
    เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการต่างประเทศ
    ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2)

    วิธีการทํา passport แบบเร่งด่วน
    1. ทำพาสปอร์ตเล่มด่วน ได้รับเล่มภายในวันทำการเดียวกัน
    – ยื่นคำร้องและชำระเงินให้เสร็จภายในเวลา 12.00น. (รับบัตรคิวก่อนเวลา 11.30 น.)
    – ขอรับเล่มได้ในวันเดียวกันที่ฝ่ายจ่ายเล่ม กรมการกงสุล ตั้งแต่เวลา 15.30 – 14.30น.
    – ค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทางแบบเร่งด่วน 3,000 บาท
    – ให้บริการเฉพาะที่กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ เท่านั้น
    2. ทำพาสปอร์ตเล่มด่วนได้รับเล่มในวันทำการถัดไป
    – รับเล่มในวันทำการถัดไป (24 ชม. นับจากชำระเงิน)
    – ให้บริการเฉพาะที่กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ เท่านั้น
    – ค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง 2,000 บาท
    หมายเหตุ : หนังสือเดินทางเล่มด่วนจำกัดโควต้าการให้บริการรวมกันวันละไม่เกิน 400
    เล่มเท่านั้น และไม่มีบริการเหล่านี้ที่สำนักงานศูนย์บริการฯ กระทรวงแรงงาน
    และหน่วยหนังสือเดินทางเคลื่อนที่
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. Call Center 02 572 8442 (24 ชม.)…

    READ MORE